โมเดลมะขามป้อม อิ่มอ้อย
โมเดลยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าของผลผลิตการเกษตรเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเกษตรกรรายย่อยที่ประสบต้นทุนสูง ราคาผลผลิตผันผวน และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในจังหวัดนครราชสีมา ทีมวิจัยได้เลือกผลิตภัณฑ์ “มะขามป้อม” ซึ่งเป็นพืชสมุนไพร/ผลไม้ท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงมาเป็นกรณีศึกษาในการพัฒนา โดยดำเนินงานในพื้นที่อำเภอจักราช ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะขามป้อมอยู่รวมกลุ่มหนึ่ง (ประมาณ 123 ครัวเรือน) ขั้นตอนแรก คือศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของมะขามป้อมในพื้นที่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูปด้วยองค์ความรู้พื้นบ้าน ไปจนถึงการขาย พร้อมระบุปัญหา “Pain Points” แต่ละจุด เช่น ขาดความรู้ในการแปรรูป ขาดตลาดรองรับผลผลิตสดส่วนเกิน และการเก็บรักษาผลผลิตที่ยังไม่มีประสิทธิภาพขั้นตอนต่อมา ทีมงานวิจัยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปมะขามป้อมให้กับชุมชน เช่น วิธีแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มะขามป้อมแช่อิ่ม ไอศกรีมมะขามป้อม มะขามป้อมกวน และเครื่องดื่ม หรือขนมขบเคี้ยวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนการบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอด สูตรและกรรมวิธีการผลิตที่จดสิทธิบัตร (อนุสิทธิบัตร) ให้กลุ่มชุมชนสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพใหม่ ๆ ควบคู่กันนั้น โครงการได้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือแปรรูปที่จำเป็น เช่น ตู้แช่แข็งสำหรับเก็บมะขามป้อม (ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.) เพื่อให้ชุมชนสามารถเก็บผลผลิตไว้แปรรูปได้นานขึ้น ลดการสูญเสียผลผลิตช่วงล้นตลาดรวมถึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดให้สมาชิกในกลุ่มเกษตรกรในครัวเรือนยากจน เช่น เทคนิคการแปรรูปเชิงพาณิชย์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และช่องทางการขายทั้งในและนอกชุมชน มีการสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ของชุมชนชื่อ “มะขามป้อมอิ่มอ้อย”
และทดลองผลิตสินค้าต้นแบบออกสู่ตลาดในพื้นที่ในช่วงเดือนที่ 4-8 ของโครงการ เพื่อรับความคิดเห็นและปรับปรุงก่อนการผลิตจริงปริมาณมากการดำเนินงานรอบ 12 เดือน กลุ่มเกษตรกรครัวเรือนยากจนกลุ่มเป้าหมายได้ทำข้อตกลงแบ่งบทบาทกันภายใน เช่น แบ่งทีมผู้ผลิต ทีมรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และ ทีมขาย/กระจายสินค้า เพื่อเตรียมขยายกำลังการผลิตและช่องทางการตลาดในระยะต่อไป


ผลที่ได้รับระดับครัวเรือนและชุมชน
ผลการดำเนินงาน 12 เดือนชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีสำหรับทั้งครัวเรือนยากจนและชุมชนในภาพรวม ครัวเรือนยากจนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้และทักษะในการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ผลิตขายเฉพาะผลสดก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลายและเก็บได้นาน ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น (ตามเป้าหมายไม่น้อยกว่า 20%) เนื่องจากขายสินค้าได้ทั้งในรูปผลสดและสินค้าแปรรูปมูลค่าสูงขึ้นที่สำคัญคือครัวเรือนยากจนได้ยกระดับบทบาทของตนในห่วงโซ่คุณค่า จากเดิมเป็นแค่ “ผู้ผลิตวัตถุดิบ” กลายมาเป็น “ผู้รวบรวมและกระจายสินค้า” ด้วยตนเองในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะขามป้อม กล่าวคือ กลุ่มเกษตรกรในครัวเรือนยากจนได้ตั้งจุดรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและแปรรูปส่วนหนึ่ง จากนั้นนำสินค้าทั้งสดและแปรรูปไปขายยังผู้บริโภคและพ่อค้าในตลาดเอง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางเหมือนในอดีต ส่งผลให้ชุมชนสามารถจับกำไรส่วนใหญ่ไว้เองและเกิดอำนาจต่อรองทางการตลาดดีขึ้น สำหรับระดับชุมชนโดยรวม โมเดลนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องการเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร อย่างกว้างขวาง สมาชิกในชุมชนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ปลูกมะขามป้อมก็เข้ามาเรียนรู้กระบวนการแปรรูปและการทำธุรกิจชุมชน เกิดความตื่นตัวในการหาแนวทางเพิ่มรายได้จากทรัพยากรในพื้นที่ตนเอง นอกจากนี้ การได้รับเครื่องมือแปรรูป (เช่น ตู้แช่แข็ง) และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทำให้ชุมชนมี ทุนทางกายภาพและทุนความรู้เพิ่มขึ้นสามารถใช้ต่อยอดกับพืชชนิดอื่นหรือกิจกรรมแปรรูปอื่น ๆ ในอนาคตได้
นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาใช้
โมเดลยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรขับเคลื่อนโดย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ เป็นสำคัญ กล่าวคือมีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากมะขามป้อมที่ผ่านการวิจัยและทดสอบจนได้มาตรฐาน และนำมาเผยแพร่ให้ชุมชนใช้สิทธิ์ผลิตได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสถาบันวิชาการสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการถนอมอาหารสมัยใหม่ (เช่น การใช้ความเย็นจัดเก็บวัตถุดิบ การพาสเจอไรซ์เครื่องดื่ม) ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยยืดอายุสินค้าและรักษาคุณภาพให้แข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังมี นวัตกรรมการตลาด เช่น การสร้างแบรนด์ชุมชน “มะขามป้อมอิ่มอ้อย” การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย และการเชื่อมโยงกับตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียของกลุ่มวิสาหกิจเอง ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคนอกพื้นที่ได้กว้างขึ้น ในด้านการจัดการ โครงการนี้นำนวัตกรรมกระบวนการคือ ระบบเกษตรกรรวบรวมผลผลิตเองมาใช้แทนรูปแบบเดิมที่ต่างคนต่างขายส่งผลให้การบริหารสต็อกและการตลาดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เกิดการเรียนรู้ในการทำงานเป็นทีมของชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีของการพัฒนาธุรกิจชุมชนต่อไป
โมเดลยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรช่วยให้ครัวเรือนยากจนเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าที่กว้างและซับซ้อนขึ้นได้สำเร็จ กล่าวคือครัวเรือนยากจนที่ไม่เพียงเป็นผู้รวบรวมมะขามป้อมสดเท่านั้น แต่สามารถก้าวขึ้นไปสู่ขั้นตอนการแปรรูปและจัดจำหน่าย ซึ่งเดิมทีอยู่นอกความสามารถของชุมชน การที่ชุมชนมีผลิตภัณฑ์แบรนด์ของตัวเองและวางขายสู่ตลาดปลายทางได้ ทำให้ห่วงโซ่คุณค่าของสินค้ามะขามป้อมมีการกระจายรายได้มาที่ชุมชนมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้ เช่น การจ้างแรงงานแปรรูปในฤดูว่างงาน จ้างคนขับรถส่งสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกอย่าง ส.ป.ก. และมหาวิทยาลัย ทำให้การเชื่อมโยงกับตลาดและแหล่งความรู้ภายนอกเกิดขึ้น ชุมชนสามารถเข้าถึงทั้ง ปัจจัยการผลิต (เครื่องมือทุนและเทคโนโลยี) และช่องทางตลาดที่กว้างขึ้นกว่าที่เคย ส่งผลให้ห่วงโซ่คุณค่าทั้งระบบแข็งแรงและครอบคลุมคนจนมากขึ้น (Pro-poor value chain)

การเปลี่ยนแปลงจากโมเดลนี้มีแนวโน้มยั่งยืน เนื่องจากเกิดการสร้างศักยภาพใหม่ให้ชุมชนในระยะยาว ได้แก่ องค์ความรู้ในการแปรรูปและทำธุรกิจที่คงอยู่ในชุมชนต่อไป แม้สิ้นสุดโครงการ ชาวบ้านยังสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพหรือถ่ายทอดต่อ นอกจากนี้ อุปกรณ์แปรรูป (เช่น ตู้แช่แข็ง) ที่ได้รับจะยังคงใช้ประโยชน์สร้างรายได้ในอนาคต ชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจที่เป็นรูปธรรม มีการแบ่งหน้าที่และระบบบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งหากกลุ่มนี้สามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องก็จะกลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยืนได้ด้วยตัวเอง การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานรัฐในด้านองค์ความรู้และการตลาด (เช่น ต่อไปอาจขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากพัฒนาชุมชนจังหวัด หรือเข้าร่วมโครงการ OTOP) จะยิ่งช่วยให้ความสำเร็จนี้ถูกต่อยอด ไม่หยุดชะงักเมื่อโครงการวิจัยสิ้นสุด ทั้งนี้ ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง (รายได้ที่เพิ่มขึ้น การลดรายจ่ายจากการไม่ต้องทิ้งผลผลิต) จะเป็นแรงจูงใจให้สมาชิกกลุ่มคงรักษาการดำเนินงานนี้ไว้อย่างแน่นอน เพราะทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งชุมชนได้สร้างชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตสินค้านวัตกรรม ซึ่งอาจกลายเป็นจุดขายใหม่ของพื้นที่ สร้างความภูมิใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานต่อไป