โครงการขับเคลื่อนภาคี–สานข่าย–ขยายผลการบูรณาการระบบแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืน ในจังหวัดนครราชสีมา

ปี 2566

     การศึกษาวิจัย “โครงการขับเคลื่อนภาคี-สานข่าย-ขยายผลการบูรณาการระบบแก้ไขปัญหาความ ยากจนแบบเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา” โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา โดยการประยุกต์ใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) และการเรียนรู้เชิงจาก การปฏิบัติ (Action Learning) เป็นหลัก และเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องเพื่อขยายผลจากการดำเนิน โครงการวิจัย เรื่อง “การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในจังหวัดนครราชสีมา” ระยะที่ 1 3 ในปีงบประมาณ 2564-2566 สรุปผลการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ดังนี้

     1.1 การเปลี่ยนแปลงและผลที่เกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 1) ผลต่อกลุ่มเป้าหมายคนจน คือ มีการส่งต่อ ความช่วยเหลือครัวเรือนยากจนเข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐในแต่ละมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จำนวน 15,296 ครัวเรือน 2,970 คน กลุ่มเป้าหมายครัวเรือนยากจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก Baseline เดิมและมีรายได้ จากการสร้างอาชีพใหม่ และกระจายได้ไปยังกิจกรรมต่างๆ ในห่วงโซ่คุณค่าที่ชัดเจน ซึ่งเชื่อมยังกับระบบและ กลไกการตลาดในพื้นที่มากขึ้น โดยมีการพิจารณาการดำเนินงานด้านการตลาด มีครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 1,049 ครัวเรือน โดยเฉลี่ยครัวเรือนยากจนมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 46.37 และคนจนที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาตนเองได้เข้าไปสามารถเข้าไปอยู่ในโมเดลแก้ จนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตัวอย่างเช่น โมเดลต้นกล้าดาวเรือง ครัวเรือนยากจนมีรายได้จากการเป็นแรงงานประมาณวันละ 300 บาท ซึ่งจะเป็นรายได้ ที่มีการรับจ้างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมโยงกับปลายน้ำในการขยายตลาด ก็จะสามารถเพิ่มแรงงานการผลิต ได้มากขึ้น เกิดการปรับพฤติกรรมและทัศนติที่ดีต่อการพึ่งพาตนเอง และมีการวางแผนวิธีการใช้จ่ายและการออมเงินใน ครัวเรือนมากขึ้น ตลอดจนคนจนเป้าหมายได้รับความรู้ จำนวน 36 เรื่อง และทักษะในการพัฒนาและส่งเสริม อาชีพตามโมเดลแก้ไขปัญหาความยากจนของแต่ละพื้นที่ มีการประยุกต์ใช้นวัตกรรม/เทคโนโลยีเพื่อการ ยกระดับรายได้ จำนวน 24 นวัตกรรม 2) ผลต่อนักศึกษา พบว่า การดำเนินงานวิจัยในครั้งนี้ มีการส่งเสริมให้ นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานมากขึ้น โดยเน้นนักศึกษาที่ขาดแคลน (นักศึกษากู้ยืม กยศ.) และ นักศึกษาที่ต้องการมีรายได้เสริม โดยแบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 นักศึกษาที่มีส่วนร่วมในการ ดำเนินงานค้นหาและสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน มีจำนวน ทั้งหมด 60 คน มีรายได้ต่อคนประมาณ 9,000 บาท/คน ทั้งนี้นักศึกษาบางคนมีรายได้ถึงประมาณ 10,000 บาท และกลุ่มที่ 2 นักศึกษาที่มีส่วนร่วม ในการพัฒนาโมเดลแก้จน ซึ่งเป็นการบูรณาการเรียนการสอน เช่น การทำผักไฮโดรโปรนิกส์ ของนักศึกษา สาขาชีววิทยา โดยนักศึกษาได้เป็นค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงในการลงพื้นที่วันละ 300 บาท มีจำนวน 30 คน ซึ่ง นักศึกษากลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยประมาณคนละ 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละโมเดล เป็นต้น 3) ผลต่อ กลไกภาคี เกิดกลไกภาคีใหม่ที่เข้ามาร่วมการแก้ไขปัญหาความยากจน ในปี 2566 ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูป ที่ดินจังหวัดนครราชสีมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีนครราชสีมา วิสาหกิจเพื่อสังคม SE KORAT บริษัท Class coffee จำกัด ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์โคราชร้านชีวิต จิตใจ บริษัท คลังคาซ่า จำกัด (ตลาดเมย์ แฟร์)

     1.2 ผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นดังนี้

          1) ผลการพัฒนาและยกระดับการแก้ไขปัญหาความยากจน ด้วยกลไกความร่วมมือเพื่อขจัดความ ยากจนจังหวัดนครราชสีมา คือ การสร้างกลไกความร่วมมือในการขจัดความยากจนจังหวัดนครราชสีมา การ ดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ (1) การสร้างกลไกความร่วมมือการขจัดความยากจนกับหน่วยงาน ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นำโดยอธิการบดี ได้เข้ามาบทบาทในการขับเคลื่อนการดำเนินอย่าง จริงจังและยกระดับเป็นหัวหน้าโครงการฯ ในเดือน ธันวาคม 2566 มีการประชุมหน่วยงาน คือ สถาบันวิจัยและ พัฒนา ศูนย์วิทยาศาสตร์ สำนักวิทยบริการ กองประชาสัมพันธ์และกองพัฒนานักศึกษา เพื่อพัฒนางานร่วมกัน (2) การสร้างกลไกความร่วมมือการขจัดความยากจนกับหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา คือ ศูนย์อำนวยการขจัดปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดนครราชสีมา (ศจพ.จ.นม) การยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาในการเป็น “อว. ส่วนหน้า” ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลอีสาน ในการบูรณาการดำเนินงานด้านการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาความ ยากจนร่ววมกัน นอกจากนี้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชน/ธุรกิจเป็นประเด็นเกี่ยวกับการสร้างกลไกความ ร่วมมือการขจัดความยากจนกับหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ประเด็นการพัฒนาโมเดลแก้จน โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ได้แก่ นายกสมาคมศิษย์เก่า นักธุรกิจเจ้าของ ตลาด May Fare อดีตประธานสภาอุตสาหกรรม และเจ้าของบริษัท Class coffee เพื่อเชื่อมโยงการเปิดตลาด ให้สามารถสร้างรายให้ให้ครัวเรือนยากจน หรือการรับสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีสถานที่จำหน่ายที่ยั่งยืน โดยมี การประสานเครือข่ายเพิ่มเติมในการพัฒนากลุ่มเครือข่ายภาคเอกชน/ธุรกิจ

          2) ผลการพัฒนาและยกระดับระบบการค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนที่มีการนำเข้าข้อมูลคน จนสู่ระบบจำแนก (Classify) ประเภทคนจน รวมถึงการนำออกคนจนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วออกจากระบบ (Add on and Exit) โดยมีการขยายผลการค้นและสอบทานครัวเรือนยากจนให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดนครราชสีมา ผลการดำเนินงานค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนในระยะที่ 3 ปี 2566 (ตามฐานข้อมูล TPMAP 2565) จำนวนทั้งหมด 18 อำเภอ มีจำนวนครัวเรือนจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 7,289 ครัวเรือน จำนวนคนจน 10,857 คน และผลพัฒนาและยกระดับระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนระดับพื้นที่ (PPPConnext) ให้เป็นข้อมูลครัวเรือน ยากจนของจังหวัดนครราชสีมา (Thai People Map Nakhon Ratchasima) และมีการพัฒนาระบบการติดตาม การช่วยเหลือและระบบข้อมูลย้อนกลับ (Feedback Loop) การพัฒนาระบบส่งต่อการช่วยเหลือแบบบูรณาการ ฐานข้อมูลที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของหน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของฐานและเกิดกระบวนการที่พัฒนาจากการ ปฏิบัติงานด้วยกิจกรรมช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่จริง ผลพัฒนาและยกระดับระบบการส่งต่อความช่วยเหลือ โดยการเชื่อมโยงเข้าสู่สวัสดิการภาครัฐ ชุมชนและภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยองค์ประกอบของ ระบบข้อมูล ได้พัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้งาน ประกอบด้วยคณะกรรมการได้เชิญผู้ดูแลสารสนเทศ ฐานข้อมูล หน่วยงานส่วนจังหวัด กลุ่มเลขา ศจพ. และหน่วยงานศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคน ทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน หารือในประเด็นการพัฒนาระบบส่งต่อความช่วยเหลือ หลังจากพัฒนาระบบส่งต่อความ ช่วยเหลือครัวเรือน คณะนักวิจัยได้จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้งานระบบฐานข้อมูล ซึ่งในที่ประชุมฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยมีการอบรมให้แก่ พัฒนาการอำเภอ 32 อำเภอ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำฐานข้อมูลที่มหาวิทยาลัยสำรวจและจัดทำขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ท้องถิ่น จังหวัดนครราชสีมา และมีการถวายข้อมูลการส่งต่อความช่วยเหลือให้สถาบันทางศาสนา ได้แก่ เจ้า คณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาโครงการฯ และช่วยครัวเรือน ยากจนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมสาธารณะสงเคราะห์ เป็นต้น

          3) การพัฒนาโมเดลแก้จน (Operating Model) ด้วยนวัตกรรม/เทคโนโลยีในการพัฒนาอาชีพการ ดำเนินงานด้านการพัฒนาโมเดลแก้จน (Operating Model) ด้วยนวัตกรรม/เทคโนโลยีในการพัฒนาอาชีพ ประจำปี 2566 มีผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นได้แก่ 1) ผลการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยในการบูรณาการ พัฒนาโมเดลแก้จนกับการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยี พบว่า นักวิจัยสามารถมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ระบบและกลไกการพัฒนาโมเดลแก้จน ระบบการส่งต่อความช่วยเหลือ และการสื่อสารกับหน่วยงานภาคี เครือข่ายในพื้นที่ นักวิจัยทุกคนได้เรียนรู้การจัดเวทีในพื้นที่ การตั้งข้อคำถาม การค้นหาประเด็นและทักษะใน การทบทวนรายชื่อครัวเรือนยากจน ตลอดจนการแบ่งกลุ่มศักยภาพของครัวเรือนยากจน ได้อย่างถูกต้องและได้ ข้อมูลครบถ้วน และนักวิจัยทุกคนสามารถจัดทำแผนพัฒนาโมเดลแก้จนในระดับพื้นที่ ได้อย่างละเอียดและ ครบถ้วนตามประเด็นที่กำหนด ได้แก่ กระบวนการพัฒนาโมเดลแก้จน การวิเคราะห์กรอบการดำรงชีพอย่าง ยั่งยืน (SLF) และเป็นแผนการดำเนินงานที่มีการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ทั้งกิจกรรมและการบริหารจัดการความ เสี่ยง เป็นต้น ผลพัฒนาโมเดลแก้จน (Operating Model) ระดับพื้นที่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของคนจน เป้าหมายและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ที่ทำให้คนจนหลุดพ้นความยากจนในจังหวัดนครรราชสีมา ผลการ พัฒนาโมเดลแก้จน ประกอบด้วย การพัฒนาโมเดลแก้จนระดับอำเภอต้นแบบ 2 อำเภอ ได้แก่ 1) อำเภอเฉลิม พระเกียรติ ผลการดำเนินการตามหลักของซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ซึ่งเป็นการทำอย่าง ประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล จากการวิเคราะห์ Pro poor value chain พบว่า มีครัวเรือนยากจนที่เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าปีที่มา ได้แก่ มีการกลุ่ม ครัวเรือนยากจนผลผลิตมาส่งให้ผู้รวบรวม และนำมาจำหน่ายที่ มรภ. นครราชสีมา โดยพบว่าทำให้สามารถสร้าง รายได้จากการจำหน่ายในระยะเวลาเดือน ประมาณ 80,000 บาท และมีรายได้เฉลี่ยในการนำส่งผลผลิตผักสด ครัวเรือนละ 2,000-3,000 บาท ในขณะที่ครัวเรือนที่มีการขายแปรรูปเป็นสลัดโรล สามารถมีรายได้เฉลี่ยเดือน ละ 15,000 บาท 2) อำเภอจักราช พบว่า มีประเด็นในการส่งเสริมเข้าสู่โมเดลแก้จน จำนวนทั้งหมด 4 ประเด็น หลัก ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่มุ่งเน้นด้านการเกษตร โดยมีต้นทุน/ทรัพยากรในพื้นที่อยู่ในระดับสูง และมีการ รวมกลุ่มอาชีพ ที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้คนจนเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1) การ ส่งเสริมการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอัดเม็ดจากมูลวัว 2) การแปรรูปมะขามป้อม 3) การปลูกผักปลอดภัย (ผักลอย ฟ้า แก้จน) และ 4) การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการผลิต “ข้าวฮางงอก” ตัวอย่างเช่น โมเดลแก้จน “การ แปรรูปมะขาม” ภายใต้ แบรนด์ “มะขามป้อมอิ่มอ้อย” ตำบลสีสุก เป้าหมายยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้เกิด การสร้างรายได้มากขึ้น และครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 30 ครัวเรือน (มีแนวโน้มขยายจำนวน ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอีก 20 ครัวเรือน) โดยมีการแปรรูปมะขามป้อมออกเป็น 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ มะขามป้อมแช่อิ่ม น้ำอ้อย สูตรหวานน้อย ไอศกรีมมะขามป้อม มะขามป้อมกวนน้ำอ้อย น้ำมะขามป้อมผสมน้ำอ้อย สูตรหวานน้อยซึ่งมีการพัฒนาสูตรการแปรรูป โดยได้รับความมือจากพัฒนาการอำเภอ และเกษตรอำเภอจักราช ตลอดจนทำให้ ปัจจุบันมีการนำผลผลิตมาขายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ร้านชีวิต จิตใจ อำเภอเมือง และร้านกาแฟ คลาสคาเฟ่ ตลอดจนการออกร้าน ในขายประจำเภอ เป็นต้น ทั้งในการนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองตลาดในงานตลาด เกษตรกร ประจำอำเภอ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ทำให้มียอดขายใน 1 วันเป็นจำนวน 12,000 บาท และจากการสรุปบัญชีรายรับระดับครัวเรือน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเดือนละ 4,300 บาท นอกจากนี้ การพัฒนาโมเดลแก้จนในอำเภอนำร่องและขยายผลแบบเสริมพลังภาคีในพื้นที่นำร่อง 6 อำเภอ ตามศักยภาพ ความร่วมมือในพื้นที่ที่ภาคีพัฒนาเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อน ซึ่งจากการประสานการงานขับเคลื่อนการการ พัฒนานวัตกรรม/เทคโนโลยีเพื่อยกระดับรายได้ของครัวเรือน ในพื้นที่นำร่อง 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอ สูงเนิน ปากช่อง วังน้ำเขียว พิมาย สีดาและครบุรี ตัวอย่างเช่น กองทุนต้นกล้าดอกดาวเรืองเพื่อการแก้ไขปัญหาความ ยากจนจังหวัดนครราชสีมาตำบลมะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

          4) ผลการพัฒนาและยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาในการเป็นกลไกกลาง ของจังหวัดในการเสริมพลังกลไกความร่วมมือเพื่อขจัดความยากจน ร่วมกับศจพ.จ. นม. จังหวัดนครราชสีมา และการเชื่อมโยงหน่วยงานสถาบันการศึกษาในจังหวัดให้เกิดการแก้ไขปัญหาความยากจน ร่วมกับศจพ.จ. นม. จังหวัดนครราชสีมา และการเชื่อมโยงหน่วยงานสถาบันการศึกษาในจังหวัดให้เกิดการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนจังหวัดนครราชสีมา มีการวางแผนการดำเนินงาน เชิงเครือข่าย ระดับต่างๆ ภายใต้การมีมุมมองในด้านกลไกแบบพื้นที่ที่เป็น Agenda พื้นที่ที่เป็นภารกิจแบบ กลไก และที่เป็นแบบบูรณาการ

     1.3 ผลการขับเคลื่อน Pro poor Value chain การวิเคราะห์ Pro Poor Value Chain (ห่วงโซ่คุณ ค่าที่สนับสนุนคนจน) เป็นกลยุทธ์หรือกรอบการทำงานที่มุ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและลดความยากจน และ มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงห่วงโซ่กิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย สินค้า และบริการในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อครัวเรือนยากจน ซึ่งเป็นผลดำเนินงานจากการพัฒนาโมเดลแก้จน (Operating Model) ตามการวิเคราะห์ทุน 5 มิติและศักยภาพ/ต้นทุนเชิงคุณภาพในพื้นที่ โดยการยกระดับใน การวิจัยในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงกระบวนการ (Process Innovation) เพื่อ ขับเคลื่อนและพัฒนาโมเดลแก้จนในแต่ละพื้นที่ โดยการบูรณาการองค์ความรู้/นวัตกรรม/เทคโนโลยีพร้อมใช้ และองค์ความรู้ของชุมชนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของครัวเรือนยากจนในพื้นที่ มีการพัฒนา เครื่องมือการเก็บข้อมูลในเพื้นที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งโมเดลแก้จนในแต่ละพื้นที่ โดยมีจำนวนทั้งหมด 1,049 ครัวเรือน

     1.4 ผลจาก Poverty Platform/Poverty Forum (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) ผลที่เกิดจากการดำเนินงาน โครงการวิจัยฯ จาก Poverty Platform/Poverty Forum ประกอบไปด้วยประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1) การบูรณา การขจัดความยากจนระดับจังหวัดนครราชสีมา 2) ระบบที่เกิดขึ้นจากการกำกับติดตามการช่วยเหลือ Feedback Loop 3) การพัฒนาระบบเทคโนโลยี 4) การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับกลไกภาคีเครือข่าย 5) การ พัฒนาบทบาทสถาบันวิชาการ และ 6) ข้อค้นพบที่สำคัญจากการดำเนินงานวิจัย

     1.5 การพัฒนาบทบาทสถาบันวิชาการ ได้แก่ 1) มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงโครงกา ยุทธศาสตร์ราชภัฏกับโครงการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกับโครงการการแก้ไขปัญหาความยากจนฯ ภายใต้การบูรณา งานเชิงพื้นที่และเกิดเป้าหมายร่วม2) สนับสนุนให้นักศึกษามีบทบาทในการค้นหาและสอบข้อมูลคนจน ใช้ทักษะ การสื่อสารในชุมชน 3) มีการเพิ่มจำนวนนักวิจัยในโครงการที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาการ 4) มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญและสนับสนุนนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายครัวเรือนยากจน (นักศึกษาทุน กยศ.) และ 5) ได้รับ การสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยและสมาคมศิษย์เก่า

     1.6 ผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ ผลการดำเนินงานโครงการขับเคลื่อนภาคี-สานข่าย-ขยายผลการบูร ณาการระบบแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เชิงปริมาณ พบว่า ผลการค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนในปี 2566 มีจำนวนทั้งหมด 7,289 ครัวเรือนในพื้นที่ 18 อำเภอ มีการพัฒนาโมเดลแก้จนในพื้นที่ทั้งหมด 8 อำเภอ จำนวน 14 โมเดลแก้จน (จำแนกรายพื้นที่) มีจำนวน ครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 1,049 ครัวเรือน หรือ 4,196 คน สำหรับการพัฒนา Area Manager แบ่งออกป็น 1) ARM/นักวิจัยจำนวนทั้งหมด 30 คน และ ADM/นักจัดการชุมชน จำนวน 20 คน และจากการพัฒนาระบบการช่วยเหลือส่งต่อและการติดตามการส่งต่อ มีจำนวน 3,873 ครัวเรือน มีการใช้ความรู้/เทคโนโลยี/ นวัตกรรม จำนวน 16 เรื่อง/องค์ความรู้ และนวัตกรรมต่อเทคโนโลยีในการพัฒนาอาชีพทั้งในเชิงผลิตภัณฑ์และเชิง กระบวนการ จำนวน 24 นวัตกรรม คนที่ยกระดับอาชีพผ่านนวัตกรรมพร้อมใช้ /App tech จำนวน 500 คน มี การพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 23 คนทั้งที่ผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการรายเล็ก โดยมีจำนวนครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น 20%จาก Baseline 600 ครัวเรือน ตลอดจนมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาความยากจนระดับอำเภอ 1 แผน และระดับตำบลจำนวน 5 แผน ในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

     ข้อค้นพบจากการวิจัย พบว่า จากการดำเนินงานโครงการฯ วิจัย ทำให้เกิดการพัฒนาทักษะและ ศักยภาพของทีมนักวิจัยมากขึ้น โดยเฉพาะทักษะด้านการวิจัยเชิงพื้นที่แบบองค์รวม การสื่อสารในชุมชน และ การบูรณาองค์ความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิด การใช้ประโยชน์เชื่อมโยงภาคีทั้งนักศึกษาเก่าและนักศึกษาปัจจุบันและเครือข่ายผู้บริหารวิชาการ บทบาทของทีม วิจัยในการเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ ได้เชื่อมโยงการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้น เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ และได้เชื่อมโยงแผนงบประมาณกับคณะกรรมการชุดต่างๆ และเกิดกลไกภาคีใหม่ใหม่ที่เกิดการเกื้อกูลกัน เช่น สปก. เกื้อกูลพื้นที่/กลุ่มเป้าหมาย/งบประมาณ (in kind) มหาวิทยาลัยสนับสนุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (win win solution)

     ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ รัฐบาลควรมีการวิเคราะห์ความเชื่อมโยง เพื่อกำหนดมาตรการ/ โครงการช่วยเหลือคนจนให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข และการศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาใน ระดับฐานรากที่มีความยั่งยืนและสามารถขจัดความยากจนได้อย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ การนำนโยบายแก้ไข ปัญหาความยากจนจากรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัด ควรมีการระดมสมองภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อ พัฒนาโมเดลหรือแพลทฟอร์มที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดโดยการวิเคราะห์และวางแผนอย่างเป็นระบบด้วย ความรอบคอบ ไม่เพียงแต่เป็นวาระเร่งด่วนเร่งดำเนินการตามคำสั่งการของกระทรวงต้นสังกัด

ลำดับ ชื่อโมเดล
รวม 0 โมเดล