นางสาวพวงเพ็ชร แก้ววิเศษ อายุ 55 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 5 บ้านโนนกอก ตำบลสามเมือง อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา เป็นคนพิการไม่สามารถสื่อสารกับผู้ใดได้ (เป็นใบ้) ใช้ชีวิตคนเดียวเพียงลำพังในบ้านของตน ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนในชุมชน และสังคมมองคนพิการเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่สามารถหารายได้ด้วยตัวเองเฉกเช่นคนปกติทั่วไป คนในสังคมยังมองคนเปราะบางเป็นเพียงผู้รอรับสวัสดิการ (คนพิการ) จากภาครัฐเท่านั้น ทำให้พวงเพ็ชรที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าเล็กๆ เพียงลำพัง และดำรงชีพด้วยเบี ้ยคนพิการเพียง เดือนละ 800 บาท บางครั ้งน้องส่งให้เดือนละ 2,500 บาท ซึ่งบางเดือนน้องก็ไม่ได้ส่งเงินให้ เมื่อมีปัญหาด้านการสื่อสารทำให้การใช้ชีวิตของพวงเพ็ชร ลำบากมากกว่าเดิม บางครั้งที่ต้องประสบปัญหาชีวิต เจ็บป่วย แต่ต้องอยู่เพียงลำพังขาดคนสนใจ ดูแล ไม่ได้รับความช่วยเหลือและสนใจจากเพื่อนบ้าน เพราะต่างคนก็ต่างปากกัดตีนถีบเช่นกัน ชีวิตจึงไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตแบบต่อลมหายใจไปแบบวันต่อวัน รอรับเงินสวัสดิการจากรัฐเพียงเดือนต่อเดือน ต่อมานาง ศรีเพช ไพราม ผู ้ประสานระดับพื้นที่ (ADM) ตำบลสีดา ได้ชักชวนพวงเพ็ชร ให้เข้ามาร่วมโครงการแก้จนโดยปลูกผักเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม ทำให้พวงเพ็ชร ซึ่งได้มีโอกาสเข้ามาในโครงการในฐานะคนยากจนและพิการ ขณะเข้าร่วมในกิจกรรมเรียนรู้ แม้จะสื่อสารไม่ได้แต่ พวงเพ็ชร เป็นคนใฝ่รู้ ช่างสังเกต จดจำ มุ่งมั่น ตั่งใจ สนใจขอเข้าร่วมในทุกๆ กิจกรรมของโครงการแก้จนที่จัดขึ้นในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาดูงาน การทดลองเพาะกล้าผัก การทำปุ๋ยจุลินทรีย์ การผสมดิน และเตรียมดินเพื่อปลูกผัก ตลอดจนนำไปทดลองปลูกผักตามขั้นตอน อย่างประณีต ด้วยความรักและความตั้งใจ มีความสุขที่นำตนเองออกมาจากบ้านมาที่แปลงผัก ผันตัวเองจนสามารถออกมาอยู่ในสังคมของคนทั่วไปได้อย่างปกติ แม้จะสื่อสารไม่ได้ แต่มีความพยายามสื่อสารกับสมาชิกในชุมชน และนักวิจัยด้วยภาษาของตน เปลี่ยนจาก “มือที่เคยเป็นแต่ผู้รับ กลายเป็นมือของผู้ให้” นอกจากจะดูแลผักของตนเองแล้ว พวงเพ็ชร ยังมีน้ำใจช่วยเหลือดูแลรดน้ำพรวนดินให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในกรณีที่เพื่อนๆ ไม่ว่าง จนได้รับการยอมรับ และเป็นที่รักของสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างดี ภายหลังดำเนินงานปลูกผักยกแคร่ ทำให้พวงเพ็ชร มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 2,000 บาท นอกจากการยอมรับและคำชื่นชมจากคนในชุมชนแล้ว ยังทำให้พวงเพ็ชร มีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าคนพิการก็สามารถหาเงินได้ ไม่นั่งรอคอยแต่โชคชะตา หรือ รอความหวังเพียงแค่เงินสวัสดิการของรัฐ หรือน้องสาวส่งมาให้บ้างเล็กน้อย แต่มีความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถสร้างรายได้ด้วยตนเองได้ หากได้รับโอกาสจากสังคม และพร้อมที่จะก้าวออกมาจากจุดเดิมเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง ยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ความคาดแคลน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่เป็นปัญหา หากมีปัญญา และความอดทน”