โมเดลไข่ผำ (Green Caviar Innovation Model)
การดำเนินงานโมเดลไข่ผำดำเนินงานตามกรอบการทำงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย/ครัวเรือนยากจน โดยมีการระบุถึงปัญหาหรือ "Pain Points" ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เริ่มต้นระบุถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่มีเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย Pain Points มีการระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน เช่น การขาดข้อมูล การเข้าถึงตลาด และความยากลำบากในการผลิต นำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีระดับสูงเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา ความสำเร็จของโมเดลนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
โมเดลไข่ผำมุ่งเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสทางสังคมให้คนจนเมือง ในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา ผ่านการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงและแปรรูป "ไข่ผำ" (พืชน้ำน้ำจืดขนาดเล็ก คล้ายสาหร่ายสีเขียว มีโปรตีนสูง) โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นตัวขับเคลื่อนพื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 4 ตำบลรอบเมือง ได้แก่ ตำบลหนองไข่น้ำ ตำบลบ้านเกาะ ตำบลหนองบัวศาลา และตำบลบ้านโพธิ์ รวมกลุ่มเป้าหมายประมาณ 155 ครัวเรือน โดยขั้นตอนแรกทีมวิจัยร่วมกับผู้นำชุมชนจัดเวทีประชุมชี้แจงและสนทนากลุ่มกับชาวบ้านเพื่อค้นหาผู้สนใจเลี้ยงไข่ผำ และคัดเลือกครัวเรือนยากจนที่มีความพร้อม (เช่น มีพื้นที่น้ำเล็กน้อยหรือยินดีจัดทำบ่อเลี้ยง) เข้าร่วมโครงการ จากนั้นดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการการเพาะเลี้ยงไข่ผำ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การเตรียมบ่อเลี้ยง การขยายพันธุ์ผำ การดูแลคุณภาพน้ำ และสารอาหารให้ผำเติบโตเร็วและสะอาดปลอดภัย ทั้งนี้ทีมวิจัยได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงพืชน้ำมาให้ความรู้ควบคู่กับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ชุดทดสอบคุณภาพน้ำ และพันธุ์ผำสายพันธุ์โปรตีนสูงให้เกษตรกรทดลองเลี้ยง นอกจากนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทเอกชน “Kreen Wolffia” ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์จากผำ มาเป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดมาตรฐาน การผลิตไข่ผำเกรดพรีเมียม เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารยอมรับ ตลอดจนให้ความรู้ด้านการตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพจากไข่ผำ ขั้นตอนถัดมา หลังจากผู้เข้าร่วมมีทักษะการเลี้ยงพื้นฐานแล้ว ได้มีการจัดอบรมการแปรรูปไข่ผำเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การทำไข่ผำอบแห้งเพื่อยืดอายุและเพิ่มความเข้มข้นโปรตีน การทำเครื่องดื่มผำ การทำขนมขบเคี้ยวจากผำ รวมถึงการสาธิตแปรรูปผำร่วมกับวัตถุดิบอื่นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในชุมชน นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุน การจัดตั้งกลุ่มอาชีพไข่ผำ เพื่อรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นระบบ โดยจัดทำชุดทดลองปลูกไข่ผำ (DIY kit) สำหรับขายให้ผู้สนใจเลี้ยงผำรายย่อยหรือผู้บริโภคที่อยากทดลองปลูกที่บ้าน ซึ่งกลุ่มชุมชนจะเป็นผู้ผลิตชุดปลูกนี้จำหน่ายเอง อีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญคือการเชื่อมโยงตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ โดยประสานกับทั้งตลาดชุมชน (เช่น ร้านอาหารท้องถิ่นที่นิยมเมนูผำ) และตลาดระดับอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีบริษัท Kreen Wolffia รับซื้อผำสดในปริมาณมากเพื่อนำไปแปรรูป เชิงพาณิชย์ ซึ่งบริษัทได้ตกลงเพิ่มโควต้าการรับซื้อจากเกษตรกรครัวเรือนยากจนอย่างต่อเนื่องหากผลผลิตมีคุณภาพตามเกณฑ์ กิจกรรมทั้งหมดดำเนินงานในรอบ 12 เดือน จนเกิดผลผลิตไข่ผำรุ่นแรกและมีการรับซื้อจริง ทำให้เกษตรกรมีรายได้หมุนเวียนเข้ามาเร็ว (เนื่องจากผำขยายพันธุ์เร็ว สามารถเก็บขายได้ทุก ๆ 1-2 สัปดาห์)



ผลที่ได้รับระดับครัวเรือนและชุมชน
โมเดลไข่ผำสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นหลายด้านต่อกลุ่มคนจนเมืองที่เข้าร่วม รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น จากการจำหน่ายไข่ผำทั้งในรูปผลผลิตสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป ชาวบ้านบางส่วนที่เดิมไม่มีอาชีพแน่นอน เน้นรับจ้างรายวัน ก็มีรายได้เสริมที่สม่ำเสมอขึ้นจากการเลี้ยงผำและแปรรูปในยามว่าง ผู้เข้าร่วมทุกคน ได้รับความรู้ในการเพาะเลี้ยงไข่ผำสามารถจัดการบ่อเลี้ยงให้ได้ผลผลิตสูงและปลอดภัย รวมถึงได้รับความรู้ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มองเห็นโอกาสทำธุรกิจในระดับชุมชน โมเดลนี้ช่วยก่อให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่ผำที่รวมตัวกันอย่างเป็นรูปธรรม สมาชิกมีการแบ่งหน้าที่กันผลิตและขาย เกิดสายสัมพันธ์การทำงานร่วมกันของคนจนในเมืองที่เดิมอาจไม่ได้รู้จักกันมากนัก การที่โครงการประสบผลสำเร็จยังทำให้ชุมชนโดยรอบสนใจเข้าร่วมมากขึ้น เริ่มมีครัวเรือนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อคนจนสมัครเข้ามาเรียนรู้การเลี้ยงไข่ผำเพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยขยายผลความสำเร็จไปยังคนยากจนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียงต่อไปผลอีกด้านหนึ่งที่เห็นได้คือ เกิดการเปลี่ยนทัศนคติของผู้เข้าร่วมจากที่เคยเป็นเพียงผู้รับจ้างใช้แรงงาน มาสู่การคิดริเริ่มทำธุรกิจของตนเอง เช่น การรวมกลุ่มกันผลิต ชุดทดลองปลูกไข่ผำ ออกจำหน่าย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทบาท ผู้ประกอบการรายย่อยของคนในชุมชนอย่างแท้จริง (แทนที่จะรอรับจ้างอย่างเดียว) สรุปได้ว่าคนจนกลุ่มเป้าหมายมีทั้งรายได้ที่ดีขึ้น ทักษะใหม่ และมุมมองใหม่ในการประกอบอาชีพที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น


นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาใช้
โมเดลไข่ผำนับเป็นโมเดลที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เข้าช่วยกลุ่มคนจนอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการผลิตและการตลาด ด้านการผลิต มีการใช้องค์ความรู้ขั้นสูง เช่น เทคนิคการเลี้ยงไข่ผำปลอดภัยให้มีโปรตีนสูง ซึ่งได้มาจากงานวิจัยของภาคเอกชน (บริษัท Kreen Wolffia) ถ่ายทอดสู่เกษตรกรรวมถึงการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพน้ำและธาตุอาหารในบ่อ นวัตกรรมพันธุ์ไข่ผำคัดพิเศษ และเทคโนโลยีการอบแห้งไข่ผำที่รักษาสารอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการยกระดับการเกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตรนวัตกรรมในระดับชุมชน ด้านการแปรรูป โครงการสนับสนุนการคิดค้นสูตรอาหาร/เครื่องดื่มจากผำใหม่ ๆ ถือเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพที่ตอบสนองกระแสรักสุขภาพของตลาด ผู้เข้าร่วมได้ลองทำและพัฒนาสูตรของตนเอง ซึ่งบางส่วนอาจต่อยอดจดเป็นสูตรเฉพาะของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่อไป ในด้านการตลาด มีการใช้องค์ความรู้เรื่อง การสร้าง แบรนด์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนมีความน่าสนใจและมีเรื่องราวชูจุดขาย “คาเวียร์สีเขียว” ของผำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ นวัตกรรมเชิงกระบวนการ ที่สำคัญอีกอย่างคือการนำแนวคิด ห่วงโซ่คุณค่าไข่ผำ (Wolffia Value Chain) มาประยุกต์ใช้ตลอดสายการผลิต ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาแต่ละจุดและแก้ด้วยเทคโนโลยี ไปจนถึงการประสานความร่วมมือหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ (เทศบาล พัฒนาชุมชน) เอกชน (บริษัทผู้รับซื้อ) และชุมชน (กลุ่มเกษตรกร) ให้มาทำงานร่วมกันในโครงการ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการบริหารแบบสหวิทยาการที่ไม่เคยมีในพื้นที่มาก่อน

ห่วงโซ่คุณค่าของ “ไข่ผำ” ในพื้นที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด และทำงานเชื่อมต่อกับห่วงโซ่คุณค่าภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ก่อนเริ่มโครงการชาวบ้านไม่ได้มีห่วงโซ่มูลค่าของไข่ผำ แต่ตอนนี้ชุมชนมีระบบการผลิต แปรรูป และตลาด สำหรับผำโดยเฉพาะเกิดขึ้นในพื้นที่ และเชื่อมตรงกับผู้ซื้อปลายทางรายใหญ่ ได้แก่ บริษัทเอกชนที่รับซื้อเพื่อนำไปผลิตสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ โดยบริษัทมีการปรับเพิ่มปริมาณการรับซื้อขึ้นเรื่อย ๆ ตามกำลังการผลิตของชุมชนส่งผลให้คนจนสามารถเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูง ได้โดยไม่ผ่านคนกลางนอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานรัฐท้องถิ่น ชุมชนยังเชื่อมโยงเข้ากับตลาดในชุมชนเอง เช่น เทศบาลช่วยประชาสัมพันธ์เมนูอาหารจากไข่ผำ ส่งเสริมให้ร้านอาหารท้องถิ่นซื้อผำจากกลุ่มเกษตรกร ผลลัพธ์คือเกิดตลาดใหม่ทั้งในและนอกชุมชนที่รองรับผลผลิตผำตลอดปี ทำให้การเลี้ยงผำเป็นอาชีพที่มีตลาดแน่นอน อีกทั้งโครงการนี้ยังเชื่อมไข่ผำเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ระดับประเทศถือเป็นการเปิดประตูให้คนจนได้เข้าถึงห่วงโซ่ใหญ่นี้ในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบคุณภาพ โดยมีเอกชนพี่เลี้ยงคอยหนุนมาตรฐานการผลิตให้นับเป็นการสร้าง Value Chain แบบ pro-poor ที่เอื้อทั้งผู้ผลิตรายย่อยและผู้ประกอบการรายใหญ่ไปพร้อมกัน
